kritatch's profileRenaissances_009PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    February 15

    Renaissance

    *** มุมมองเกี่ยวกับ “รัก” ที่แตกต่างของชายและหญิง ***

    การจีบ หญิง : เขาเข้ามาคุยกะเราบ่อยๆ อย่างงี้กำลังจีบเราจีบเราอยู่แน่เลย ชาย : บางครั้งการจีบก็เป็นแค่การทดสอบความสามารถของตัวเอง ไม่ได้รู้สึกจริงจังมากมายอะไรสักหน่อย ตกหลุมรัก หญิง : การก้าวขาหล่นลงไปในหัวใจของเขาลึกจนยากจะปีนขึ้นมาง่ายๆ ชาย : การเดินสะดุดขาอ่อนของเธอ อาจจะเซไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับเสียการ ทรงตัวนานแต่อย่างใด เดทครั้งแรก หญิง : เหตุการณ์ตื่นเต้นที่สุดอีกครั้งในชีวิต เขาจะพาเราไปนั่นกินอาหารร้านไหนนะ ชาย : เหตุการณ์ผลาญเงิน หวังว่าเธอคงไม่เห็นแก่กินเลือกร้านแพงๆ เหมือนยายคนก่อนนะ หัวใจ หญิง : อวัยวะที่ยกให้ใครไปแล้วก็ไม่อยากให้เขาส่งคืน ชาย : อวัยวะที่ใช้ในการหายใจอ่ะดิ ถามด้ายยย! แฟนเก่า หญิง : คนรักของวันวานที่ถ้าบังเอิญเจอหน้าในวันนี้ก็ทำให้ใจสั่น ชาย : ใคร? เธอคือใครเหรอจำไม่ได้แล้วอ่ะ แฟนใหม่ หญิง : คนรักของวันนี้ที่เราอยากให้เป็นคนรักของวันข้างหน้าไปนานๆ ชาย : แฟนของวันนี้แต่วันข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที<ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ!> โทรศัพท์ หญิง : เครื่องมือสื่อสารที่ช่วยสื่อความคิดถึง, คำพูดตอนไม่ได้อยู่กะเขา ชาย : เครื่องมือสื่อสารที่เธอมีไว้คอยโทรจิกตามตรวจสอบเราทุกที่ทุกเวลา ความเหงา หญิง : แค่ไม่มีเขาเราก็เหงาเหลือเกินแล้ว ชาย : 365 วันไม่เหงาเพราะเราไม่ขาดเพื่อนสักวัน ความคิดถึง หญิง : เพิ่งแยกจากเขามาเมื่อครู่เดียวเองก็คิดถึงอยากเจอหน้าเขาอีกแล้วน่ะ ชาย : ความคิดถึงก็เหมือนการได้ลงเตะฟุตบอลที่เราอยากเตะ พอได้เตะ แตะแล้วก็หายอยาก ดอกไม้ หญิง : เดินผ่านร้านขายดอกไม้ทีไร อยากให้เขาซื้อให้เรา แค่ดอกเดียวก็พอ ชาย : ก็ดอกไม้แค่ดอกเดียว ทำไม! เธออยากได้อะไรมากมายนะ จูงมือ หญิง : เป็นแฟนตอนแรกๆ เขาจูงมือเราไม่ยอมปล่อย เหมือนกลัวเราหลงทาง แต่ตอนหลังเราต้องเป็นฝ่ายจับมือเขาเสียเอง ชาย : โอ๊ย! ผมไม่ได้เด็กแล้วนะต้องจูงมือข้ามถนนด้วย หึง หญิง : รักคือหึง...หึงคือรัก ไม่รักไม่หึง ไม่หึงถ้าไม่รัก ชาย : ที่ผมเผลอลงมือลงไม้เธอนั้นเพราะผมหึงเธอน่ะ น้ำตา หญิง : เครื่องมือที่ช่วยเราลดความเครียดตามธรรมชาติ ชาย : เครื่องมือเรียกร้องความสนใจของผู้หญิง ช๊อปปิ้ง หญิง : กิจกรรมสุดโปรดได้ทำแล้งเหมือนมีสารความสุขหลั่งออกมา ชาย : เครียดก็ช๊อป...มีสุขก็ช๊อป..อารมณ์ก็ช๊อป ผู้หญิงโรคจิต การสารภาพรัก หญิง : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน แค่คำว่ารัก..คำเดียว เขายังไม่เคยพูดให้เราไดยินเล๊ย ชาย : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน คำว่า..รัก..คำเดียวจะสำคัญอะไรนัก อกหัก หญิง : ทำลายของๆ เขา, ฉีกรูปคู่ทิ้ง, เก็บตัวอยู่ในห้อง ฯลฯ เจ็บนี้...อีกนาน ชาย : กินเหล้า,จีบดะ,เที่ยวกระจาย ฯลฯ 3 วันห๊ายยยย งอน หญิง : ดูเขาเถอะ! หาเรื่องให้เราต้องงอนอีกแย้ว ชาย : ดูมัน! งอนได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ง้อ หญิง : ดีใจจัง เขาง้อเรา แสดงว่าเขายังรักเราอยู่ ชาย : เซ็ง! แต่ต้องแกล้งง้อไปงั้นๆ ดีกว่าต้องทนเห็นหน้าที่เหมือนตูดของเธอ

    ***********************************************************



    *** รัก...ไม่มีแบบแผนตายตัว ***

    > อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่...ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน > อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน > วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรักที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง > อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว > คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย > คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า > คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ > คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง...ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน > คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ > คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ > ...นั่นแหละ คือคนที่รักคุณจริง... > จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ เพราะคุณจะเสียใจ > หากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดี ที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น > คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน > ชีวิตคนคนหนึ่ง จะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน > ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา > เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง > จงเชื่อในพรหมลิขิต > จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้ > อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้ > อย่าบอกว่ารัก ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ ๆ > อย่าบอกว่าไม่คิดถึง ถ้าหัวใจไม่อาจลืม > อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที > อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป > ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ > จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง > ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน > อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น > แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ > ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ > ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง > ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี > ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่ > ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง > ความเสมอต้น...และเสมอปลาย จะทำให้ความรักของเราสวยงาม > และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน > สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก > กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน > มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน > เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด > และเราจะไม่ดิ้นรน... ที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้ > เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว > จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว > อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว > อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย > คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน > อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้ > เขาเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา > พยายามรักษาเขาไว้ > เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว > เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก > เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ > ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด > เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว > อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต > อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน > อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ > อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน > ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ > จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป... > วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า.. ที่เคยทำให้คุณมีความสุข > ระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว.. จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก > เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพ เพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา... > ลองเดินต่อไปสิ.. > บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต > ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...

    ***********************************************************



    *** เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง ***

    6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ... > > ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน > > แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ > > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี > > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน > > ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง > > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง > > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน > > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด > > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน > > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า > > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" > > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า > > "ผมขโมยเองครับ" > > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง > > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย > > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน > > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" > > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ > > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย > > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก > > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ > > ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว" > > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ > > หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง > > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... > > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น > > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ > > ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน > > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน > > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" > > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า > > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า > > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" > > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ > > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน > > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" > > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน > > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า > > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" > > แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ > > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด > > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น > > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว > > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ > > "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" > > ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... > > ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ... > > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน > >รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ... > > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 > > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก > > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" > > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? > > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ > > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ... > > ฉันถามเขาว่า > > "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" > > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ > > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" > > ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง > > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ > > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" > > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง > > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า > > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" > > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ... > > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า > > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว > > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก > > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า > > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" > > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก > > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ > > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" > > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา > > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ > > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม > > "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..." > > น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา > > น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... > > หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง > > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน > > ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ > > ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม > > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... > > เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" > > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว > > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... > > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา > > วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล > > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล > > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า > > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! > > ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" > > คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา > > "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน > > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" > > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า > > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." > > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... > > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี > > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน > > ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า > > "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้" > > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ... > > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ > > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง > > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน > > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง > > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล > > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว > > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... > > นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม "ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" > > เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน > > คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... > > "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" > > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... > > จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา > > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ > > แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง > > ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน > > หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

    ***********************************************************

     

    Comments

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://damienlecomte.spaces.live.com/blog/cns!6BE63DBB654ED691!109.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None