kritatch's profileRenaissances_009PhotosBlogLists Tools Help

kritatch Jittaruk

No list items have been added yet.
April 12

เก็บอยู่ในหัวใจ

 

                 เก็บอยู่ในหัวใจ

คืนอาจจะหมุนผ่าน วันอาจจะหมุนเวียน

บางสิ่งยังเหมือนเก่า บางอย่างยังไม่เปลี่ยน

จากวันที่พบกัน

ภาพตอนที่ฝนพรำ ภาพยามดอกไม้บาน

ภาพรอยยิ้มของเธอ ความสุขทุกทุกอย่าง

ยังเก็บมันเอาไว้

** เก็บอยู่ในหัวใจของฉัน เก็บคืนวันงดงามที่มี

จดจำทุกชั่วโมงที่ดีดี นาทีที่เราสองคนได้สบตากัน

** เก็บอยู่ในหัวใจดวงนี้ เก็บภาพเธอคนดีตราบนานและแสนนาน

ไว้อยู่เคียงข้างใจ ในค่ำคืนและวัน ที่ฉันขาดเธอ

ถึงอยู่เพียงผู้เดียว นับต่อจากนี้ไป

ฟ้าอาจจะไร้ดาว หนาวเหน็บสักเท่าไหร่

แต่ใจก็ไม่เหงา

ใจเตือนคืนและวัน ที่ฉันเคยมีเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

February 15

Renaissance

*** มุมมองเกี่ยวกับ “รัก” ที่แตกต่างของชายและหญิง ***

การจีบ หญิง : เขาเข้ามาคุยกะเราบ่อยๆ อย่างงี้กำลังจีบเราจีบเราอยู่แน่เลย ชาย : บางครั้งการจีบก็เป็นแค่การทดสอบความสามารถของตัวเอง ไม่ได้รู้สึกจริงจังมากมายอะไรสักหน่อย ตกหลุมรัก หญิง : การก้าวขาหล่นลงไปในหัวใจของเขาลึกจนยากจะปีนขึ้นมาง่ายๆ ชาย : การเดินสะดุดขาอ่อนของเธอ อาจจะเซไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับเสียการ ทรงตัวนานแต่อย่างใด เดทครั้งแรก หญิง : เหตุการณ์ตื่นเต้นที่สุดอีกครั้งในชีวิต เขาจะพาเราไปนั่นกินอาหารร้านไหนนะ ชาย : เหตุการณ์ผลาญเงิน หวังว่าเธอคงไม่เห็นแก่กินเลือกร้านแพงๆ เหมือนยายคนก่อนนะ หัวใจ หญิง : อวัยวะที่ยกให้ใครไปแล้วก็ไม่อยากให้เขาส่งคืน ชาย : อวัยวะที่ใช้ในการหายใจอ่ะดิ ถามด้ายยย! แฟนเก่า หญิง : คนรักของวันวานที่ถ้าบังเอิญเจอหน้าในวันนี้ก็ทำให้ใจสั่น ชาย : ใคร? เธอคือใครเหรอจำไม่ได้แล้วอ่ะ แฟนใหม่ หญิง : คนรักของวันนี้ที่เราอยากให้เป็นคนรักของวันข้างหน้าไปนานๆ ชาย : แฟนของวันนี้แต่วันข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที<ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ!> โทรศัพท์ หญิง : เครื่องมือสื่อสารที่ช่วยสื่อความคิดถึง, คำพูดตอนไม่ได้อยู่กะเขา ชาย : เครื่องมือสื่อสารที่เธอมีไว้คอยโทรจิกตามตรวจสอบเราทุกที่ทุกเวลา ความเหงา หญิง : แค่ไม่มีเขาเราก็เหงาเหลือเกินแล้ว ชาย : 365 วันไม่เหงาเพราะเราไม่ขาดเพื่อนสักวัน ความคิดถึง หญิง : เพิ่งแยกจากเขามาเมื่อครู่เดียวเองก็คิดถึงอยากเจอหน้าเขาอีกแล้วน่ะ ชาย : ความคิดถึงก็เหมือนการได้ลงเตะฟุตบอลที่เราอยากเตะ พอได้เตะ แตะแล้วก็หายอยาก ดอกไม้ หญิง : เดินผ่านร้านขายดอกไม้ทีไร อยากให้เขาซื้อให้เรา แค่ดอกเดียวก็พอ ชาย : ก็ดอกไม้แค่ดอกเดียว ทำไม! เธออยากได้อะไรมากมายนะ จูงมือ หญิง : เป็นแฟนตอนแรกๆ เขาจูงมือเราไม่ยอมปล่อย เหมือนกลัวเราหลงทาง แต่ตอนหลังเราต้องเป็นฝ่ายจับมือเขาเสียเอง ชาย : โอ๊ย! ผมไม่ได้เด็กแล้วนะต้องจูงมือข้ามถนนด้วย หึง หญิง : รักคือหึง...หึงคือรัก ไม่รักไม่หึง ไม่หึงถ้าไม่รัก ชาย : ที่ผมเผลอลงมือลงไม้เธอนั้นเพราะผมหึงเธอน่ะ น้ำตา หญิง : เครื่องมือที่ช่วยเราลดความเครียดตามธรรมชาติ ชาย : เครื่องมือเรียกร้องความสนใจของผู้หญิง ช๊อปปิ้ง หญิง : กิจกรรมสุดโปรดได้ทำแล้งเหมือนมีสารความสุขหลั่งออกมา ชาย : เครียดก็ช๊อป...มีสุขก็ช๊อป..อารมณ์ก็ช๊อป ผู้หญิงโรคจิต การสารภาพรัก หญิง : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน แค่คำว่ารัก..คำเดียว เขายังไม่เคยพูดให้เราไดยินเล๊ย ชาย : เป็นแฟนกันมาตั้งนาน คำว่า..รัก..คำเดียวจะสำคัญอะไรนัก อกหัก หญิง : ทำลายของๆ เขา, ฉีกรูปคู่ทิ้ง, เก็บตัวอยู่ในห้อง ฯลฯ เจ็บนี้...อีกนาน ชาย : กินเหล้า,จีบดะ,เที่ยวกระจาย ฯลฯ 3 วันห๊ายยยย งอน หญิง : ดูเขาเถอะ! หาเรื่องให้เราต้องงอนอีกแย้ว ชาย : ดูมัน! งอนได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ง้อ หญิง : ดีใจจัง เขาง้อเรา แสดงว่าเขายังรักเราอยู่ ชาย : เซ็ง! แต่ต้องแกล้งง้อไปงั้นๆ ดีกว่าต้องทนเห็นหน้าที่เหมือนตูดของเธอ

***********************************************************



*** รัก...ไม่มีแบบแผนตายตัว ***

> อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่...ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน > อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน > วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรักที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง > อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว > คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย > คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า > คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ > คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง...ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน > คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ > คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ > ...นั่นแหละ คือคนที่รักคุณจริง... > จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ เพราะคุณจะเสียใจ > หากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดี ที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น > คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน > ชีวิตคนคนหนึ่ง จะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน > ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา > เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง > จงเชื่อในพรหมลิขิต > จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้ > อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้ > อย่าบอกว่ารัก ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ ๆ > อย่าบอกว่าไม่คิดถึง ถ้าหัวใจไม่อาจลืม > อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที > อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป > ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ > จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง > ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน > อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น > แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ > ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ > ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง > ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี > ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่ > ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง > ความเสมอต้น...และเสมอปลาย จะทำให้ความรักของเราสวยงาม > และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน > สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก > กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน > มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน > เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด > และเราจะไม่ดิ้นรน... ที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้ > เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว > จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว > อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว > อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย > คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน > อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้ > เขาเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา > พยายามรักษาเขาไว้ > เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว > เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก > เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ > ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด > เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว > อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต > อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน > อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ > อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน > ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ > จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป... > วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า.. ที่เคยทำให้คุณมีความสุข > ระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว.. จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก > เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพ เพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา... > ลองเดินต่อไปสิ.. > บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต > ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...

***********************************************************



*** เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง ***

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ... > > ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน > > แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ > > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี > > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน > > ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง > > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง > > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน > > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด > > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน > > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า > > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" > > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า > > "ผมขโมยเองครับ" > > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง > > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย > > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน > > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" > > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ > > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย > > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก > > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ > > ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว" > > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ > > หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง > > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... > > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น > > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ > > ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน > > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน > > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" > > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า > > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า > > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" > > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ > > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน > > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" > > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน > > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า > > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" > > แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ > > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด > > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น > > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว > > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ > > "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" > > ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... > > ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ... > > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน > >รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ... > > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 > > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก > > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" > > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? > > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ > > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ... > > ฉันถามเขาว่า > > "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" > > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ > > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" > > ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง > > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ > > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" > > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง > > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า > > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" > > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ... > > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า > > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว > > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก > > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า > > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" > > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก > > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ > > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" > > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา > > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ > > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม > > "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..." > > น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา > > น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... > > หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง > > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน > > ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ > > ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม > > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... > > เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" > > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว > > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... > > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา > > วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล > > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล > > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า > > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! > > ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" > > คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา > > "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน > > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" > > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า > > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." > > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... > > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี > > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน > > ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า > > "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้" > > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ... > > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ > > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง > > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน > > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง > > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล > > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว > > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... > > นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม "ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" > > เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน > > คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... > > "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" > > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... > > จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา > > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ > > แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง > > ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน > > หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

***********************************************************

 

 
Photo 1 of 14
There are no categories in use.